Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

โรคปวดหลัง

โรคปวดหลัง

เป็นอาการที่พบได้บ่อย รองลงมาจาก โรคปวดหัว ประมาณร้อยละ 90 ของคนทั่วไป จะต้องเคยปวดหลัง

ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 3 ซึ่งคิดเป็นจำนวนไม่น้อย ที่มาพบแพทย์ด้วยปัญหา

การปวดหลัง

สาเหตุของโรคปวดหลัง

1.
ความผิดปกติของกระดูกสันหลังโดยกำเนิด เช่น กระดูกและข้อต่ออาจจะผิดรูป หรือมีการเชื่อมต่อ หรือไม่เชื่อมต่อเป็นบางจุด ทำให้เกิดความไม่สมดุลของกระดูกสันหลัง
2.
เนื้องอก การวินิจฉัยเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต้องอาศัยการตรวจพิเศษ เช่น CT Scan, MRI การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส และอัลคาไลน์ ฟอสฟาแตสในเลือด เป็นต้น มะเร็งกระดูก เช่น มะเร็งไขกระดูก (Multiple Myeloma) ซึ่งเป็นมะเร็งกระดูกที่พบได้บ่อย สามารถตรวจได้จากระดับโปรตีนเฉพาะในเลือด และในปัสสาวะ การตรวจด้วยรังสีธรรมดาจะพบความผิดปกติ เมื่อมีเนื้องอกเข้าไปในกระดูกมากกว่าร้อยละ 30
  อ่านต่อ »

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม

การใช้งาน “ข้อเข่า” หนักเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด “โรคข้อเข่าเสื่อม” (Osteoarthritis) ก่อนวัยได้ โดยทั่วไปแล้วข้อเข่าของคนเราก็ค่อยๆเสื่อมสภาพจากการใช้งานตามปกติอยู่แล้ว เมื่ออายุมากขึ้นโอกาสที่จะเกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมก็มีมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นควรใช้งานข้อเข่าอย่างระมัดระวังเพื่อถนอมให้ข้อเข่าอยู่กับเรานานขึ้น
อ่านต่อ »

โรคมะเร็งกระดูก

มะเร็งกระดูก

เป็นมะเร็งที่พบได้น้อย ประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งทั้งหมด มักพบในผู้ที่มีอายุมาก กว่า 40 ปี และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อาการ จะพบว่ามีก้อนแข็งหรือปุ่มยื่นออกมาจากกระดูก ก้อนจะโตเร็ว ต่อมาจะมีอาการปวด ร่วมด้วย บางรายมาด้วยอาการกระดูกหักแตกได้ง่ายจากการกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย การวินิจฉัย แพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด มักต้องอาศัยเอ็กซเรย์ร่วมด้วย บางรายแพทย์อาจตัด ชิ้นเนื้อไปตรวจดูทางพยาธิวิทยา เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ และวางแผนการรักษา ต่อไป การรักษา โดยทั่วไปอาศัยการผ่าตัดเป็นหลักอาจใช้การฉายแสงหรือยาเคมีบำบัดร่วมด้วยในบางกรณี ข้อพึงปฏิบัติ มะเร็งของกระดูก แม้พบได้น้อย แต่เมื่อเป็นแล้วจะมีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะทรุดลง อย่างรวดเร็ว ดังนั้น หากพบความผิดปกติดังกล่าวข้างต้นควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะการ วินิจฉัยได้เร็วและให้การรักษาโดยฉับพลันเป็นหัวใจของความอยู่รอดของผู้ป่วยต่อไป

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้คืออะไร

     โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายได้รับสารบางอย่าง และร่างกายผู้นั้นตอบสนองผิดไปจากคนทั่วไป ทำให้เกิดโรคและอาการต่าง ๆ ขึ้น เช่น คนทั่วไปที่สูดฝุ่นละอองภายในบ้าน ซึ่งมีไรฝุ่นจะไม่เกิดอาการผิดปกติ แต่ถ้าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ สูดเอาฝุ่นละอองเข้าไปจะเกิดอาการน้ำมูกไหล คันจมูก คันตา หรือมีอาการหอบเกิดขึ้น

โรคภูมิแพ้มีหลายโรค

     โรคภูมิแพ้มีหลายโรค เกิดขึ้นได้หลายระบบ เช่น

     1. เกิดขึ้นในระบบการหายใจ มีอาการได้ตั้งแต่น้ำมูกไหล จาม คันจมูก คัดจมูก (คนทั่วไปมักเรียกโรคแพ้อากาศ) หรืออาจมีอาการรุนแรง เช่น ไอ มีเสมหะมาก มีอาการหอบ ซึ่งเป็นอาการของโรคหืด บางคนอาจเป็นทั้งโรคหืดและโรคแพ้อากาศ

     สาเหตุของโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจนี้ ส่วนมากเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ สำหรับสาเหตุที่เกิดกับคนไทยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากไรฝุ่นในบ้านเป็นสาเหตุสำคัญที่สุด รองลงมาได้แก่เศษและขี้แมลงสาบ ขนและรังแคสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข หรือเกสรพืช หรือเชื้อราในอากาศ

     สำหรับในเด็กเล็ก ๆ อาหารอาจเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจได้เช่นเดียวกัน เช่น แพ้นมวัว ไข่ เป็นต้น

     2. เกิดขึ้นที่ผิวหนัง เช่น อาการลมพิษ หรือผื่นภูมิแพ้ในเด็ก หรือผื่นแพ้จากการสัมผัส สาเหตุใหญ่ของลมพิษมักเป็นอาหารและยา ส่วนผืนภูมิแพ้ในเด็กมักเกิดขึ้นเองในเด็กที่มีแนวโน้มในการเกิด เช่น มีกรรมพันธุ์ของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว อาหาร เช่น นม ไข่ อาจทำให้เกิดอาการผื่น ซึ่งมักเกิดบริเวณแก้มเด็กเล็ก หรือข้อพับในเด็กโต

     3. เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการปวดท้อง อาเจียน ท้องร่วง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการแพ้อาหาร

     4. เกิดขึ้นในหลายระบบและรุนแรง ผู้ป่วยบางรายมีอาการแพ้มาก อาจมีอาการเกิดขึ้นในทุกระบบ เช่น หอบ ลมพิษ ช็อค หรืออาจรุนแรงจนเสียชีวิตภายหลังจากกินอาหารบางชนิด เช่น กุ้ง ถั่วลิสง ฯลฯ หรือภายหลังได้รับยา เช่น เพนนิซิลลิน

อ่านต่อ »

โรคหอบหืด

ยารักษาหอบหืดแบ่งเป็น2ประเภทคือ

  1. Long-Term Control medications  หรือที่เรียกว่า Controller หรือเป็นยาที่ป้องกันอาการหอบหืด เป็นยาที่ควบคุมโรคระยะยาวหรือยาที่ใช้รักษาโรค เป็นยาที่ต้องได้รับทุกวันเพื่อลดการอักเสบของผนังหลอดลมให้ผลการรักษาได้ดี เป็นยาที่จำเป็นในโรคหอบหืดเรื้อรั้งตั้งแต่ขั้น2ขึ้นไปได้แก่
  • Corticosteroid เป็นยาที่ลดการอักเสบได้ดีที่สุดมีชนิดกิน และ inhaled มีหลายชนิด 
  • Cromolyn sodium and Nedocromil เป็นยาที่ลดการอักเสบได้ปานกลางเหมาะสำหรับเริ่มต้นรักษาในเด็ก
  • Long-acting beta2-agonists ใช้ร่วมกับ inhaled steroid ในการลดอาการหอบเวลากลางคืนออกฤทธิ์นาน12 ชม
  • Theophylline ใช้ sustained-release ร่วมกับ inhaled steroid
  • Leukotriene modifiers ใช้ร่วมกับ inhaled steroid เพื่อคุมโรคหอบหืด
  1. Quick-relief medications หรือที่เรียกว่า Reliever คือยาที่บรรเทาอาการหอบ ยาบรรเทาอาการใช้เมื่อมีอาการ หอบ แน่นหน้าอก ไอ หายใจเสียงดังหวีด ผู้ป่วยควรได้รับยากลุ่มที่ควบคุมโรคในระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการหอบ ยากลุ่มนี้ได้แก่
  • Short-acting Beta2-agonistsขยายหลอดลมในเวลา30นาที
  • Anticholinergics ใช้ร่วมกับ Short-acting Beta2-agonists ทำให้คุมอาการได้ดีขึ้นในหอบหืดที่มีอาการมาก
  • systemic corticosteroids ชนิดกิน ใช้ในรายที่หอบมากทำให้หายเร็วขึ้นและป้องกันการหอบซ้ำ
  1. ยาพ่นที่มีส่วนผสมของยาสองชนิด ได้แก่ยาพ่น steroid และยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นานLong-acting beta2-agonists ซึ่งมีทั้งยาขยายหลอดลม และยาลดการอักเสบทำให้ผลการรักษาได้ดี ยาที่มีในประเทศไทยคือ Symbicort และ Seretide ผลเสียของยากลุ่มนี้ได้แก่ ใจสั่น มือสั่น ไอ

โรคเบาหวาน

เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม ซึ่งโดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่ อ่านต่อ »

โรคกระดูกคอ

การรักษาโรคกระดูกคอด้วยยาแก้ปวด  ยาลดการอักเสบ  ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาสเตอรอยด์อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากเป็นเพียงการระงับอาการปวดและอักเสบไว้ชั่วคราวเท่านั้นมิได้หยุดยั้งการลุกลามของโรค  ที่สำคัญคือพิษของยาจะก่อให้เกิดการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร  ทำให้อาหารไม่ย่อยและเลือดออกในกระเพาะอาหารพร้อมทั้งส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย  ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรงนั้น  วิธีการผ่าตัดอาจได้ผลดี แต่อาจไม่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว  อีกทั้งผู้ป่วยหลายๆ คนก็ยัง
ลังเลในเรื่องค่าใช้จ่าย ความยุ่งยากและความเสี่ยงต่างๆ  ที่อาจตามมา ดังนั้น การแพทย์จีนจึงนิยมใช้วิธีบำบัดแบบองค์รวมดังนี้:
          ทะลวงหลอดเลือดและเส้นลมปราณบริเวณคอและไหล่ สลายเลือดคั่ง ทำให้หลอดเลือดและเส้นลมปราณโล่งขึ้น เส้นเอ็น กล้ามเนื้อและกระดูกคอจะได้รับการหล่อเลี้ยงได้มากขึ้น เพื่อบรรเทาอาการปวดและหยุดยั้งการลุกลามของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ขจัดพิษของลมและเย็นชื้นที่สะสมอยู่ตามบริเวณไหล่และคอ เพื่อขจัดสาเหตุสำคัญของโรคกระดูกคอ
          บำรุงเลือดลม กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เลือดจึงไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น
          เสริมสร้างพลังลมปราณ ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดภาวะเส้นลมปราณติดขัด
           อาการปวดต้นคอ ไหล่และสะบัก อาการปวดร้าวและอ่อนแรงที่แขนและมือ อาการ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สายตาพร่าและอาการอื่นๆ ที่เกิดจากโรคกระดูกคอจึงค่อยๆ ทุเลาหรือ อาจหายไปในที่สุด

วิธีการป้องกันและดูแลตนเอง…
          เมื่อทำงานอยู่ในท่าเดียวนานๆ ควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ
          ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป
          ไม่ควรนอนฟูกนิ่มเกินไป ความสูงของหมอนควรพอเหมาะกับคอเพื่อลดการทำงานของคอ อาจใช้หมอนใบเล็กๆ รองใต้บริเวณคอร่วมด้วย
          บริเวณคอควรได้รับความอบอุ่น ไม่ควรตากแอร์ ตากลมตรงๆ
          ปรับระยะตัวหนังสือที่ต้องอ่านประจำให้อยู่ระดับสายตา เพื่อป้องกันการเกิดคอเคล็ด
          ใช้แว่นตาให้เหมาะสมกับสายตา เพื่อป้องกันการขยับคอบ่อยๆ ขณะทำงานและป้องกันการเกิดคอเคล็ด
          ไม่ว่าในท่าเดินหรือท่ายืน ศีรษะก็ควรจะอยู่ตั้งตรงบนลำตัว ไม่ควรก้มศีรษะลง
          การโน้มศีรษะลงขณะอ่านหนังสือจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานมากกว่าปกติควรจะยกหนังสือให้ตั้งขึ้นได้ระดับสายตา อาจวางตั้งบนกองหนังสือหรือกล่องก็ได้ ขณะขับรถควรเคลื่อนลำตัวให้ใกล้พวงมาลัย
          ไม่ควรสัปหงกขณะนั่งรถ เพื่อป้องกันการเกิดคอเคล็ด
          การนวดอย่างนิ่มนวลอาจช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอ
          การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบอาจช่วยลดอาการปวดคอได้   แต่ถ้าจะให้ได้ผลที่ดีกว่า ควรประคบแบบเปียกด้วยผ้าชุบน้ำร้อน
          การออกกำลังกายในท่าต่อไปนี้จะลดความตึงตัวของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณคอซึ่งสามารถทำได้ที่บ้านและที่ทำงานวันละ 2-3 ครั้ง และท่าใดที่ต้องก้มศีรษะลงให้ปล่อยขากรรไกรลงให้มากที่สุดพร้อมกับหลับตา และเพื่อให้ได้ผลดีขึ้นให้ทำ 2 แบบแรกอย่างช้าๆ เท่าที่จะทำได้
          หมุนศีรษะตามเข็มนาฬิกา 3 ครั้ง และในทางตรงข้ามอีก 3 ครั้ง ทิ้งน้ำหนักของศีรษะลงเต็มที่ในการหมุนแต่ละครั้ง
          ก้มศีรษะไปข้างหน้าโดยให้ไหล่อยู่กับที่ แล้วเอียงคอไปมาทางด้านข้างและหงายไปข้างหลังให้มากที่สุด ทำซ้ำ 10 ครั้ง